sports football
การออกกำลังกาย สุขภาพ ดูแลสุขภาพ

การเล่นกีฬา ที่มีผลต่อในการเรียนและดีต่อสุขภาพที่คุณควรรู้

เมื่อพวกเราตื่นมาในทุกๆรุ่งเช้า ทุกคนเคยทราบไหมว่าการบริหารร่างกายในรุ่งอรุณนั้นได้เกิดผลดีอย่างไรบ้าง ที่พวกเราบริหารร่างกายไปนั้นอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีผลต่อคะแนนการสอบของพวกเราก็เป็นไปได้ แล้วเพราะเหตุไรการเล่นกีฬาก็เลยเหมาะกับผู้เรียน ทำไมก็เลยเป็นแบบนั้น ความประพฤติของพวกเรามีผลต่อคุณภาพแนวทางการทำงานของหน่วยความจำรวมทั้งสมองของพวกเรา ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แบบแอคหนฟจะมีความก้าวหน้าทางเชาวน์สูงขึ้นมากยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วๆไป ระหว่างที่พวกเรานั้นได้กระทำการการบริหารร่างกายสมองจะได้รับสารอาหารแล้วก็ออกสิเจนจากไหลเวียนในกระแสโลหิตของพวกเรา มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับเพื่อการปรับปรุงสมองให้ปราดเปรื่องและก็มีสมาธิเยอะขึ้น แม้กระนั้นนี่ไม่ใช่คำตอบที่ดีเพียงอย่างเดียว กีฬาแล้วก็เกรดมีเชื่อมโยงกันนั้นมีความสลับซับซ้อนอย่างใหญ่โต มาดูกันเลยว่าการบริหารร่างกายที่ส่งผลต่อความรู้ความเข้าใจในการค้นคว้าเช่นไร เมื่อน้องๆหรือบิดามารดาท่านใดที่เข้ามาอ่านเนื้อหานี้ก็อย่าลืมนำไปประยุกต์กันมองครับผม

บริหารร่างกาย เป็น กระบวนการทำกิจกรรมที่ได้ออกแรงหรือเคลื่อนร่างกายซึ่งมีมากมายแบบอย่าง การบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอนำมาซึ่งผลในด้านดีต่อร่างกาย โดยช่วยจัดระบบร่างกายแล้วก็ควบคุมสติได้อย่างดีเยี่ยม แล้วก็สร้างเสริมสมรรถนะร่างกายด้านต่างๆอย่างเช่น ความคงทน ความแข็งแรง การเลี้ยงตัว รวมทั้งความยืดหยุ่น ดังต่อไปนี้

คงทนถาวร (Endurance) ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรง เพื่อร่างกายจะได้ลำเลียงออกสิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆดียิ่งขึ้น และไม่อ่อนเพลียง่ายเมื่อทำกิจกรรมหนักๆ
ความแข็งแรง (Strenght) ช่วยทำให้หามของหนัก ออกแรง แล้วก็ทำกิจกรรมต่างๆที่จำเป็นต้องใช้กล้ามก้าวหน้าขึ้น
การเลี้ยงตัว (Balance) ช่วยทำให้ทรงตัว และก็เคลื่อนร่างกายโดยไม่หกล้มได้ง่าย
ความยืดหยุ่น (Flexibility) ช่วยทำให้ยืดตัว เอียงตัว หรือเคลื่อนร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
บริหารร่างกาย

กีฬาส่งผลต่อการเรียนยังไง

การบริหารร่างกายที่ไม่หนักมากมายแบบเบาๆนั้นจะในช่วยการกระตุ้นอวัยวะรวมทั้งเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อต่างๆของพวกเราภายในร่างกาย รวมถึงเซลล์ประสาทของสมองอีกด้วย แล้วก็ยังช่วยเพิ่มการพัฒนาเส้นเลือดฝอยในสมอง ทำให้มีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองเยอะขึ้น ทำให้มีความคิดเร็วรวมทั้งเฉลี่ยวฉลาดขึ้น ในตอนแรกคาดการณ์ว่าจะมีผลต่อเฉพาะพื้นที่สมองแค่นั้นซึ่งมีบทบาทรับผิดชอบในควบคุมกลไกต่างๆแม้กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไปในระหว่างการผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่าการพัฒนาขยายไปถึงความรู้ความเข้าใจอื่นๆและก็การศึกษา การคิดและก็ความจำ

ในระหว่างการบริหารร่างกาย สมองจะพัฒนากระบวนการทางปัญญาแล้วก็การบรรลุผลทางด้านวิชาการ กีฬาอาชีพรวมทั้งสมองมีความเกี่ยวเนื่องกัน หลายๆคนสงสัยว่านักกีฬาจะได้รับคะแนนที่ดีมากกว่าไหม หากเป็นไปตามตรรกะนี้นักเตะอาชีพ นักมวย นักกีฬาบาสเกตบอลต้องเป็นคนฉลาดหลักแหลม เป็นความจริงแน่ๆ ช่องทางของการพัฒนาทางสมองย่อมดียิ่งกว่าผู้ที่นั่งอยู่บนโซฟาตลอดระยะเวลา ภายหลังอ่านอัตประวัติของนักกีฬายุคใหม่แล้ว จะมีความคิดเห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนเก่งที่มีพรสวรรค์สะดุดตาหลายด้าน หลายท่านบรรลุความสำเร็จเป็นอย่างมากใหญ่นอกแวดวงกีฬา โดยไม่มีผู้ใดเข้าใจนี้

มีเหตุมีผลว่าเพราะเหตุไรนักกีฬามือโปรทุกคน จึงไม่ประสบผลสำเร็จด้านเชาวน์ ประการแรกทุกคนมีความสามารถในการพัฒนา แต่ว่านักกีฬามิได้ใช้ความสามารถด้านนั้นเลย อีกอย่างนักกีฬามองไม่เห็นสิ่งที่ต้องการจำต้องเรียนอย่างมั่นคงมากสักเท่าไรนัก ถ้าหากนักกีฬาคุ้นชินกับการดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมคอมพิวเตอร์ภายหลังจากการฝึกหัดที่เหนื่อย นอกนั้นจำเป็นต้องยังแบ่งปันเวลาอ่านรวมทั้งเรียนอยู่ตลอด หลายท่านมีความคิดว่าไม่ต้องเป็นจริงเป็นจังกับการเล่าเรียนเท่าไรนักก็ได้ ประการลำดับที่สองนักกีฬาอาชีพจะต้องฝึกซ้อมหนัก ในบางครั้งบางคราวมีความตึงเครียดมากมาย เกิดโทษต่อหลักการทำงานของระบบประสาท ด้วยเหตุนั้นไม่ใช่ว่าการบริหารร่างกายทั้งหมดทั้งปวงจะมีประโยชน์ต่อสมอง

การบริหารร่างกายจำพวกใดที่มีคุณประโยชน์เยอะที่สุด

การเรียนวิชาพลศึกษาหรือแม้กระทั้งยิมนาสติกเสมอๆเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในสมองแล้วก็ร่างกาย การเดินสูดอากาศบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ดี ออกสิเจนช่วยสร้างเสริมเซลล์สมอง หากดำเนินงานในงานที่แออัดคับแคบอึดอัดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ทดลองออกไปเดินช้าๆจะมีสมาธิเยอะขึ้น ได้เรื่องคิดใหม่ๆแน่ๆ โยคะเป็นกิจกรรมเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกายและก็ฝึกฝนวิธีการหายใจช่วยทำให้ร่างกายและก็สมองดำเนินงานอย่างสมบูรณ์แบบ การเต้นรำปรับปรุงความชำนาญการเลี้ยงตัว การเคลื่อนไหว ควบคุมกล้ามทุกส่วน มีสมาธิดียิ่งขึ้น การออกกำลังจะปลดปล่อยฮอร์โมนความตึงเครียดเพื่อสมองสดใส อารมณ์ความรู้สึกสงบเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเรียนรู้และก็การทำงาน แต่ละคนควรจะเลือกบริหารร่างกายตามสมควร แม้มีสุขภาพรวมทั้งในเวลาที่พอเพียง แต่ว่าไม่ควรกระทำกิจกรรมที่ร้ายแรงเป็นประจำ

 

ชนิดการบริหารร่างกายมีอะไรบ้าง

การบริหารร่างกายมีหลายต้นแบบ ผู้คนมักเลือกออกพลังกายเฉพาะที่ตัวเองพึงพอใจ อย่างไรก็แล้วแต่ การบริหารร่างกายให้ครบทุกแบบอย่างจะช่วยสร้างเสริมความสามารถร่างกายทุกด้านให้ดียิ่งขึ้น โดยการบริหารร่างกายแบ่งได้เป็น 4 จำพวกหลัก ยกตัวอย่างเช่น การบริหารร่างกายแบบแอโรบิก การบริหารร่างกายฝึกหัดกล้าม การยืดกล้าม แล้วก็การบริหารร่างกายเสริมการเลี้ยงตัว ดังต่อไปนี้

การบริหารร่างกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise)

การบริหารร่างกายจำพวกนี้นับว่าสำคัญต่อหลักการทำงานของร่างกาย โดยช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและก็การหายใจดียิ่งขึ้น ช่วยขยายฝาผนังเส้นเลือด ลดระดับความดันเลือด สลายไขมันส่วนเกินภายในร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดอาการอักเสบ และก็เพิ่มระดับไขมันดี ดังนี้ การบริหารร่างกายแบบแอโรบิกควบคู่กับการลดหุ่นยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ควรจะทำกิจกรรมต่อเนื่องกันอย่างต่ำวันละ 30 นาที หรืออาทิตย์ละ 150 นาที เป็นต้นว่า เดินเร็ว ว่าย จ็อกกิ้ง ขี่จักรยาน หรือทำกิจกรรมตามจังหวะ แต่ การบริหารร่างกายแบบแอโรบิกควรอยู่ในขอบเขตที่จำกัดที่สมควร ไม่สมควรหักโหมจนกระทั่งหายใจไม่ทัน เวียนหัว เจ็บหรือแน่นหน้าอก หรือรู้สึกแสบร้อนกึ่งกลางอก ดังนี้ ควรจะวอร์มร่างกายหรือคลายกล้ามทุกหน จิบน้ำระหว่างบริหารร่างกายให้พอเพียง ส่วนคนที่มีปัญหาสุขภาพบางสิ่งบางอย่าง อย่างเช่น มีอาการป่วยด้วยโรคหัวใจวาย หรือโรคไต ควรจะจำกัดจำนวนของเหลวตามหมอสั่ง ไม่สมควรกินน้ำขณะบริหารร่างกายมากเกินความจำเป็น ทั้งยังควรจะแต่งตัวให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศในเรื่องที่ออกแรงที่โล่งแจ้ง และไม่ออกแรงในที่ที่อากาศหนาวหรือร้อนเหลือเกิน เนื่องมาจากบางทีอาจเป็นลมเป็นแล้งแดด ถ้าหากอากาศร้อนจัด หรืออุณหภูมิร่างกายลดลดน้อยลงในเรื่องที่อากาศหนาวจัด

การออกกำลังแบบฝึกฝนกล้าม (Strenght Training)

ร่างกายจะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อตามอายุยงที่มากขึ้น การออกกำลังฝึกหัดกล้ามจะช่วยสร้างกล้ามที่สูญเสียไปได้ โดยสามารถใช้วัสดุอุปกรณ์สำหรับฝึกหัดกล้าม ยางยืดสำหรับบริหารร่างกาย หรือเครื่องใช้ต่างๆข้างในบ้านมาปรับใช้สำหรับฝึกหัดกล้าม ดังนี้ ควรจะบริหารกล้ามผูกใหญ่อาทิตย์ละ 2 วันหรือมากยิ่งกว่านั้น และก็ฝึกหัดกล้ามทีละราวๆ 30 นาที โดยห้ามฝึกฝนกล้ามกรุ๊ปเดียวกันชิดกัน 2 วัน การออกกำลังประเภทนี้จะช่วยทำให้กล้ามแข็งแรง กระตุ้นการเติบโตของกระดูก ลดน้ำตาลในเลือด ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยจัดท่าทางร่างกายรวมทั้งการเลี้ยงตัว และก็ลดอาการตึงหรือปวดรอบๆข้างหลังข้างล่างและก็ข้อต่อ แม้กระนั้น การออกกำลังฝึกฝนกล้ามควรจะนึกถึงความปลอดภัยต่อร่างกายเป็นหลักซึ่งทำเป็น ดังต่อไปนี้

  • ควรจะเริ่มชูเวทหรือดัมเบลที่มีน้ำหนักโดยประมาณ 0.5-1 โล เพื่อร่างกายปรับนิสัยได้ โดยเริ่จากน้ำหนักค่อยก่อน และหลังจากนั้นก็ค่อยเพิ่มน้ำหนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากว่าการเริ่มฝึกหัดด้วยเครื่องมือที่มีน้ำหนักเยอะเกินไปจะก่อให้เกิดอาการเจ็บได้
  • เริ่มจากเบาๆแล้วค่อยเพิ่มน้ำหนักให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อปรับปรุงสมรรถนะสำหรับการฝึกหัดกล้าม
  • วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ฝึกฝนกล้ามจะต้องมีน้ำหนักที่ผู้ฝึกสอนสามารถบริหารกล้ามในแต่ละเซตได้ขั้นต่ำ 8 ครั้ง ไม่สมควรมีน้ำหนักเยอะเกินไปจนถึงไม่อาจจะฝึกหัดครบปริมาณครั้งในแต่ละเซต
  • ควรจะฝึกหัดกล้ามแต่ละท่า โดยเริ่มชูหรือออกแรงฝึกหัด 3 วินาที ค้างไว้ 1 วินาที แล้วก็กลับมาอยู่ท่าเริ่มอีก 3 วินาที ดังนี้ ไม่สมควรทิ้งเครื่องมือในทันที แม้กระนั้นควรจะผ่อนลงช้าๆ
  • ควรจะฝึกฝนกล้ามแต่ละท่าให้ได้โดยประมาณ 10-15 ครั้ง แม้ทำเป็นไม่ครบ บางทีอาจทำเท่าที่ได้ก่อน แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยเพิ่มมากเพิ่มขึ้น
  • ไม่สมควรกลั้นหายใจขณะฝึกฝนกล้าม ด้วยเหตุว่าอาจส่งผลให้ความดันเลือดเปลี่ยน โดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่มีปัญหาสุขภาพหัวใจ
    ควรจะหายใจบ่อยขณะออกแรง โดยหายใจเข้าทางจมูก แล้วก็หายใจออกทางปาก หรือหายใจเข้าและก็ออกอีกทั้งทางจมูกแล้วก็ปากได้ในเรื่องที่รู้สึกหายใจติดขัด ดังนี้ ควรจะหายใจออกเมื่อออกแรงฝึกหัด แล้วก็หายใจเข้าเมื่อทุ่นแรงลง
  • ควรจะออกแรงในแต่ละท่าอย่างช้าๆแล้วก็ตรงประเด็นที่บริหาร ไม่สมควรรีบจนกระทั่งเกินความจำเป็น เพื่อคุ้มครองป้องกันการได้รับบาดเจ็บ
  • ไม่สมควรเกร็งข้อต่อแขนหรือขาขณะที่อยู่ภายในท่าเกร็งกล้ามที่ฝึกหัด
  • ลักษณะของการปวดและก็อ่อนล้ากล้ามบางทีอาจปรากฏราว 2-3 วัน ภายหลังฝึกหัดกล้าม ซึ่งอาการกลุ่มนี้จะหายไปภายหลังจากบริหารร่างกายซ้ำมาสักราวๆ 2-3 อาทิตย์

นอกจากนี้ จะยกตัวอย่างท่าออกกำลังฝึกกล้ามเนื้อบางส่วนมาประกอบ ดังนี้

ท่าบริหารกล้ามหัวไหล่ข้างหน้า (Front Arm Raise)

เริ่มยืนตรง แยกเท้าให้กว้างโดยประมาณหัวไหล่ ถือดัมเบลไว้ข้างลำตัว โดยหันฝ่ามือไปข้างหลัง แล้วหลังจากนั้นหายใจออกพร้อมทั้งเหยียดหยามแขนทั้งคู่ให้ตรง เอาขึ้นมาด้านหน้าให้อยู่ระดับอก ค้างไว้ 1 วินาที แล้วหายใจเข้ากับลดแขนลงช้าๆทำอีกครั้งเซตละ 10-15 ครั้ง

ท่าบริหารหน้าแขนด้วยยางยืด (Arm Curl)

นั่งบนเก้าอี้ อุ้งเท้าราบไปบนพื้น โดยแยกเท้าให้กว้างเท่าหัวไหล่ วางยางยืดสำหรับบริหารร่างกายไว้ใต้เท้าทั้งยัง 2 ข้าง ให้ปลายยางยืดแต่ละข้างเสมอกัน จับปลายยางยืดไว้ โดยหงายฝ่ามือเข้าพบลำตัวรวมทั้งให้ศอกอยู่ข้างลำตัว หายใจเข้าช้าๆแล้วหายใจออกพร้อมด้วยงอศอกให้มือเข้ามาใกล้หัวไหล่ ค้างไว้ 1 วินาที หายใจเข้าแล้วลดแขนกลับไปท่าเดิมช้าๆทำใหม่แบบนี้เซตละ 10-15 ครั้ง

ท่าบริหารน่อง (Calf Raises)

เริ่มยืนตรงแล้วก็จับพนักพิงเก้าอี้ข้างหลังไว้ แล้วหลังจากนั้นเบาๆเขย่งส้นขึ้นมาให้เยอะที่สุด โดยการทำช้าๆทำใหม่แบบนี้ราว 5 ครั้ง ถ้าเกิดอยากได้เพิ่มความยากสำหรับการฝึกฝน บางทีอาจทดลองทำโดยไม่ต้องจับพนักพิงเก้าอี้ เป็นต้น

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *